***

|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||


|| ติสรา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่ 3 (บทที่ 3)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าอุลกามุข(อุลฺกามุข) ทรงปกครองชมพูทวีปทั้งหมด พระองค์ทรงสามารถควบคุมกายใจของพระองค์ ทรงเที่ยงธรรม ทรงมีความรักภักดีในพระเป็นเจ้า และทรงเป็นผู้ที่มีสติปัญญาสูงยิ่ง พระองค์พระมเหสีที่งดงามเป็นอย่างยิ่งพระนามว่า พระนางสุนทรวทนา(สุนฺทรวทนา) ซึ่งทรงมีความจงรักภักดีอย่างสูงสุดต่อพระเจ้าอุลกามุข พระนางถวายการรับใช้ต่อองค์ราชาดั่งถวายต่อองค์พระนารายณ์ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่บ่อยครั้ง ณ ริมฝั่งน้ำ ด้วยความรักภักดีและความสุจริตใจ วันหนึ่ง ขณะที่สองพระองค์กำลัง กระทำพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่นั้น พ่อค้าวาณิชผู้หนึ่งนามว่าสาธุ ได้นำเรือบรรทุกสินค้าและทรัพย์สมบัติผ่านมาพอดี
สาธุสังเกตเห็นองค์ราชาและมหารานีกำลังกระทำการบูชาอยู่ จึ่งนำเรือเข้าเทียบท่า
สาธุเข้าไปใกล้ทั้งสองพระองค์ครั้นแล้วก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความเคารพว่าทั้งสองพระองค์กระทำสิ่งใด พระราชาตรัสตอบว่า นี่แน่ะสาธุ มีอะไรเล่าที่จะจำเป็นยิ่งไปกว่าการรู้ว่าจริงๆแล้วตัวเราเป็นใคร สิ่งที่ดำรงอยู่รอบตัวเราทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตคือใคร และอะไรคือจุดหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ของเราภายใต้จักรวาลอันไพศาลนี้ ความรู้อันเนื่องด้วยสัจธรรมสูงสุดนั้น ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขในจิตใจ นำมาซึ่งความสุขและสุขภาพที่ดี สิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้คนผู้นั้นแข็งแรงขึ้น มีพลังที่จะทำงานหนักและได้รับสิ่งจำเป็นทั้งปวงเพื่อการยังชีพ และไม่ช้าเราก็จะสามารถเป็นพ่อแม่ในอุดมคติของลูกหลาน ในที่สุดครอบครัวทั้งหลายก็จะมีความสุขสมบูรณ์ ข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่า โดยการกระทำพิธีสัตยนารายณ์บูชา เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงที่กล่าวมานี้เมื่อนายวาณิชสาธุได้เรียนรู้เรื่องรายละเอียดต่างๆของการประกอบพิธีสัตยรายณ์บูชาแล้ว เขาเอ่ยขึ้นว่า กระหม่อมปราศจากความสุข เหตุเพราะกระหม่อมไม่มีบุตร กระหม่อมสัญญาว่า กระหม่อมจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาเป็นแน่ เมื่อกระหม่อมมีบุตรครั้นแล้วสาธุจึงเดินทางกลับบ้าน และเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ภรรยานามว่าลีลาวตีฟัง มินานนัก ขณะเมื่อลีลาวตีปรนนิบัติสามีของนางจากส่วนลึกของหัวใจ ประดุจดั่งถวายต่อองค์นารายณ์นั้น นางก็ได้ตั้งครรภ์ขึ้น ครั้นถึงเวลาที่เหมาะสมนางก็ให้กำเนิดบุตรสาวที่มีความงดงามน่ารักเป็นอย่างยิ่ง นามว่า กลาวตี
วันหนึ่ง ลีลาวตีเอ่ยถามสามีของนางว่า เมื่อไหร่เขาจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาตามที่สัญญาไว้ สาธุอิดเอื้อนเล็กน้อยแล้วตอบไปว่า เขาสัญญาว่าจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชา เมื่อกลาวตีแต่งงาน กลาวตีเติบโตขึ้นทุกวัน เมื่อเธอมีอายุได้สิบหกปี สาธุผู้บิดาตั้งใจจะจัดพิธีสยุมพร(แต่งงาน)ให้เธอกับพ่อค้าหนุ่มจากเมืองกานจน(กาจน)อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อพิธีสยุมพรผ่านพ้นไปแล้วสาธุและบุตรเขยก็ออกเดินทางไปค้าขาย เขาหลงลืมคำสัญญาไปเสียสิ้น โลกรอบๆตัวเขาหมุนวนไปด้วยเรื่องการค้าขายและเรื่องการหาเงินทองให้มากขึ้นเท่านั้น เขาเองมักกังวลว่าทำอย่างไรที่จะหาเงินทองมาเพิ่มอีก และทำอย่างไรที่จะปกป้องเงินทองที่หามาได้ ด้วยความกลัดกลุ้มสาธุได้ลืมการนอนหลับในยามราตรีไปเสียแล้ว วันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินทางมาค้าขายในเมืองซึ่งปกครองโดย พระเจ้าจันทรเกตุ(จนฺทฺรเกตุ) สาธุและบุตรเขยมองเห็นหัวขโมยสองคนวิ่งมาพร้อมด้วยเพชรพลอยจำนวนมากซึ่งถูกขโมยมาจากพระราชวัง และกำลังถูกไล่ตามมาโดยทหารหลวง เมื่อจวนตัวขโมยทั้งคู่ก็โยนเพชรนิลจินดาทั้งหมดไว้เบื้องหน้าสาธุและบุตรเขย แล้วก็วิ่งหนีไปโดยเร็ว เมื่อทหารที่ติดตามมาเห็นเพชรพลอยกองอยู่หน้าคนทั้งสอง ก็คิดว่าสาธุและบุตรเขยเป็นผู้ขโมยเครื่องประดับเหล่านั้น ทหารจึงจับกุมคนทั้งคู่และนำตัวไปยังท้องพระโรง พระเจ้าจันทรเกตุได้มีพระบัญชาให้ยึดเครื่องประดับและบรรดาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดของทั้งสองคน แล้วจึงให้จำคุก กล่าวถึงลีลาวตีและกลาวตี เมื่อสามีของทั้งสองของนางหายไปก็ได้รับความยากแค้นลำบากอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีหนทางแล้วสองแม่ลูกจึงต้องขอทานอาหารเพื่อยังชีพ ทั้งสองรู้สึกอึดอัดทุกข์ทรมานใจ และยังต้องทนทุกข์ด้วยความหิวโหยรวมทั้งความเจ็บป่วยอันเกิดแต่จิตใจที่ย่ำแย่ วันหนึ่ง ขณะที่กำลังขอทานอาหารที่หน้าบ้านพราหมณ์ผู้หนึ่ง ทั้งคู่ก็ได้เห็นพราหมณ์เจ้าของบ้านกำลังประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชา ในบัดดลนั้นเองทั้งคู่ก็บังเกิดความสงบและความสุขในใจ เพราะการประจักษ์แจ้งถึงความจริงสูงสุด คือองค์สัตยนารายณ์ ทั้งคู่ได้ร่วมประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาในทันที ด้วยความสันติในจิตใจ ด้วยการประจักษ์แจ้งตนเอง ด้วยการรู้ว่าตนเองคือใคร และอะไรเป็นจุดหมายของชีวิต คนทั้งคู่ก็เริ่มรับใช้และดูแลผู้ยากไร้คนอื่นๆในสังคม
สถานภาพทางสังคมของทั้งสองก็ดีขึ้นอย่างน่าประหลาดและต่อมาทั้งสองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามีขอพวกนางบริสุทธิ์ เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรเป็นจุดหมายที่แท้จริงของชีวิตเท่านั้น ในที่สุดพระเจ้าจันทรเกตุทรงปล่อยสาธุและบุตรเขย ทั้งยังทรงคืนทรัพย์สินให้ โดยทรงเพิ่มเป็นสองเท่าของที่ยึดมา ทรงสอนให้ทั้งสองคนรู้ว่าอะไรคือความจริงสูงสุด เราคือใคร ทำไมจึงมีตัวตนของเราบนโลกนี้และอะไรเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต ทั้งยังทรงเรียกร้องให้ทั้งสองคนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคม และให้ช่วยทำให้สังคมตระหนักรู้ว่า สิ่งทั้งปวงนั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งหรือเศษเสี้ยวหนึ่งของความจริงสูงสุด คือองค์สัตยนารายณ์นั้นเอง

จบอัธยายที่ 3 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้

โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||

***



|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||


|| เจาถา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่4 (บทที่ 4)

ครั้นแล้ว สาธุได้ถวายเงินจำนวนหนึ่งแด่พราหมณ์ เพื่ออานิสงค์นั้นจะได้ขจัดอุปสรรคในการเดินทาง เขารับพรแล้วจึงเตรียมเดินทางกลับบ้านเมือง พระเจ้าจันทรเกตุผู้ทรงธรรม ทรงมีพระประสงค์จะตรวจสอบดูว่า สาธุได้เปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตใจจริงๆหรือไม่ ทรงพระบัญชาให้จารบุรุษ(ตำรวจสืบราชการลับ) ไปทดสอบความซื่อสัตย์ของสาธุ หนึ่งในจารบุรุษได้ปลอมตัวเป็นนักบวชโดยนุ่งห่มผ้าย้อมฝาด เข้าไปสู่สาธุแล้วจึงถามขึ้นว่า มีอะไรอยู่ในเรือของพวกเขา สาธุและบุตรเขยก็หัวเราะขึ้นอย่างยโส และคิดว่านักบวชนั้นอาจประสงค์จะลักขโมยสมบัติในเรือของเขา จึ่งตอบไปว่าในเรือไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากฟางแห้งเท่านั้น บรรดาจารบุรุษอื่นๆซึ่งแอบฟังอยู่ในระยะไกล ได้ทำการสับเปลี่ยนสมบัติในเรือของเขาโดยนำฟางแห้งมาใส่ไว้แทน และทั้งสองคนมิได้ล่วงรู้เหตุการณ์ดังกล่าวเลย เมื่อสาธุและบุตรเขยเสร็จสิ้นธุระในเมืองนั้นแล้ว จึงกลับขึ้นไปยังเรือของตนเพื่อจะเริ่มเดินทางต่อไป แต่แล้วเมื่อพวกเขาตรวจดูเรือ ก็พบว่าในเรือมีแต่ฟางแห้งเท่านั้น ทั้งคู่ตกใจเป็นอย่างมากถึงกับสิ้นสติไปทันที ครั้นเมื่อได้สติคืนมาแล้ว พวกเขาพากันคิดว่า นักบวชผู้นั้นจะต้องมีอิทธิฤทธิ์และทำให้สมบัติทั้งหมดของพวกเขากลายเป็นฟางแห้งตามที่พวกเขาบอก ทั้งสองจึ่งรีบกลับไปตามหานักบวชผู้นั้น เมื่อพบแล้วก็กระทำการขอขมาลาโทษและขอให้นักบวชให้อภัย จารบุรุษในชุดนักบวชจึงเปิดเผยความจริงทั้งหมด ทั้งยังก